2006/Oct/10

หลังจากที่อารมณ์ดีเลยคิดว่าโพสที่บล็อกตัวเองดีที่สุดแล้ว =w="

รู้สึกตัวเองดูเลวๆยังไงก็ไม่รู้ /= =\

อ่ะ... ต่อตอนสองเลยละกัน

--------------------------

บทที่ 2 Grid

หลังจากไม่มีสัญญาณจากโทรศัพท์ 2 นาทีเมรุจึงตัดสินใจเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าแล้วไปมองวิวตรงหน้าต่างรถแทน หลังจากขับไปได้ 2 ชั่วโมง พ่อของเมรุก็จอดรถที่ปั้มแล้วแวะร้านซุปเปอร์มาเก็ตกัน พ่อของเมรุเดินลงไปเติมน้ำมันเครื่อง จากนั้นเขาจึงบิดขี้เกียจเพราะได้ขับรถเป็นเวลานาน ส่วนแม่ของเมรุลงไปซื้อหนังสือเล่มเล็กๆเพื่อฆ่าเวลา เมฆพยายามเกลี้ยกล่อมให้แม่ซื้อของเล่นที่ขายอยู่หน้าเคานเตอร์ ส่วนเมรุกำลังเลือกขนมถุงเอาไว้กินในรถ จากนั้นเธอหยอดเหรียญที่ตู้โทรศัพท์เพื่อจะโทรหานุ่นเพราะนุ่นเป็นคนที่รับความคิดเห็นของเธอที่สุด ไม่เหมือนตะวันที่มักจะแหย่คำพูดของเมรุทุกครั้ง

ฮัลโหล นิเมรุพูดนะ เมรุกล่าวทักนุ่น

เออ! ทำไมตอนนั้นวางสายซะล่ะ หรือว่าแบตหมด นุ่นถาม ทำเสียงเหมือนอารมณ์เสียนิดหน่อย

ขอโทษนะ ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆสายมันก็ตัดไปเอง มีเสียงคนพูดด้วย เมรุตอบ

เออๆ ไม่เป็นไรหรอก ห๊า!! เสียงคนพูด!! นุ่นพูดเสียงดังทำให้เมรุสะดุ้งจนโทรศัพท์เกือบหลุดมือ

เออดิ ชั้นยังตกใจเลย ตั้งแต่สายตัดชั้นก็โทรออกไม่ได้เลยล่ะ ขอโทษนะ เมรุขอโทษนุ่นเพราะเพื่อนของเธอไม่ชอบสายตัดเวลาคุยกัน

ไม่เป็นไรหรอก ฉันว่าผู้ชายนั่นคงเป็นสโตล์เกอร์มั้ง ลอดเสียงผ่านทางโทรศัพท์อะไรอย่างเงียะ นุ่นพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนคิด

โหย สโตล์เกอร์ไหนจะมาเอาชั้น ไอ้เสียงลอดทางโทรศัพท์น่ะไม่มีทางหรอก เมรุพูดแล้วหันหลังไปทีรถพ่อเห็นทุกๆคนกำลังขึ้นรถ เธอจึงรีบวางสายโดยไม่ได้ฟังกล่าวคำอำลา นุ่น เดี๋ยวเราขอตัวรีบไปก่อนนะ บาย

ในที่สุดทุกๆคนก็ถึงเชียงใหม่ รถจอดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว เป็นบ้านของคุณปู่กับคุณย่าของนุ่น ประตูหน้าบ้านเป็นไม้ผุพังเพราะถูกใช้งานเป็นเวลาหลายปีแต่ก็ยังสามารถใช้ได้อยู่ เมื่อเปิดกระตูเข้าไปคุณปู่กับคุณย่าก็ออกมาพอดี

อ้าว! ว่าไงลูกชาย อยู่กรุงเทพฯเป็นไงมั่ง คุณปู่เข้ามาทักพ่อกับแม่ของเมรุ พ่อกับของเมรุก็ทักสวัสดีเช่นกัน ส่วนย่าก็เข้ามาทักหลานๆโดยเข้ามากอดจูบเมฆก่อนเป็นคนแรกจนเมฆต้องผลักคุณย่าเพราะกลิ่นหมากจากปากย่าฟุ้งเต็มหน้า จากนั้นย่าจึงมาจับแขนเมรุแล้วกล่าวทักทาย

ว่าไงหลานรัก อยู่กรุงเทพสบายดีมั้ย ย่าถาม เมรุบอกว่าสบายดี

ยายว่าปีนี้เมรุต้องสนุกแน่ๆเพราะได้เจอเพื่อนๆ แล้วพวกเขาจำเมรุได้ด้วยนะ คำพูดของย่าคำนั้นทำให้เมรุทำตาโต เธอรู้สึกดีใจมากที่เพื่อนรักในสมัยก่อนยังจำเธอได้อยู่

จริงหรอคะ!!! แล้วคุณย่ารู้ได้ยังไงคะ เมรุถาม เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก ในใจเธอตอนนี้อยากวิ่งไปหาเพื่อนเก่าให้เร็วที่สุด

จริงสิ ไม่ลองไปทักพวกนั้นเลยล่ะ ย่าบอกพวกเขาตั้งแต่เช้าแล้วว่าเมรุจะมา ป่านนี้คงรอที่สนามเด็กเล่นนานแล้วล่ะ ย่าพูดพลางชี้นิ้วไปทางสวนเด็กเล่น

ขอบคุณคะคุณย่า!! เธอรีบเดินออกจากบ้านเดินตรงไปที่สนามเด็กเล่นทันที

อ่าว แล้วปู่ล่ะ ไม่ได้ทักกันซักคำ ปู่ของเมรุพูดอย่างเคืองๆ

เมื่อถึงสนามเด็กเล่น มีเด็กผู้หญิงอายุราวๆเมรุยืนรอกันอยู่ตรงม้าหมุนประมาณ 2 คน ทั้ง 2 คนนี้เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของเมรุสมัยเด็กๆ เมื่อเพื่อนทั้งสองคนเห็นเมรุก็วิ่งไปทักทายแล้วกอดกันเป็นการใหญ่

ชั้นนึกว่าพวกเธอจะลืมชั้นหมดแล้วซะอีก!! เมรุพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและปลื่มปิติ

ชั้นกลัวเธอจะลืมพวกเรามากกว่า ดีใจจริงๆที่ยังจำกันได้อยู่ ใบตองวิ่งมากอดเมรุ เธอเป็นคนเงียบๆแต่เป็นคนสนุก มีผมยาวหยิกสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าของเธอดูสดใสและเปล่งปลั่ง เมรุแทบไม่เชื่อตัวเองเลยว่าเพื่อนของตัวเองที่สมัยก่อนเป็นคนเงียบๆจะเข้ามาโอบกอดเธอได้

แหม ชั้นนึกว่าเธอโตขึ้นจะดูแรดซะอีก น้ำหวานพุ่งเข้ามากอดเมรุจากข้างหลังจนเมรุเกือบจะล้มไปข้างหน้า น้ำหวานเป็นเด็กที่ดูเป็นผู้นำที่สุดในกลุ่มเพราะบุคลิกที่เข้มแข็ง สมัยเด็กๆเธอมักจะรังแกผู้ชายบ่อยๆ แต่วันนี้เธอกลับมีน้ำตาซึมออกมาเพราะความที่ไม่ได้พบเพื่อนมานาน

ทั้งสามคนเริ่มคุยกัน เริ่มต้นด้วยถามความทุกข์สุขจนพูดถึงเพื่อนๆที่เหลือที่เคยเล่นด้วยกัน ทั้งเพื่อนที่ชอบแคะขี้มูกไปป้ายเด็กคนอื่นๆ เพื่อนที่กลัวความสูงของม้าลื่น จนถึงเพื่อนที่ชอบปั้นโคลนเป็นลูกกลมแล้วปาใส่เด็กคนอื่น แล้วสุดท้ายคำพูดที่เมรุไม่อยากจะได้ยินก็หลุดออกมาจากปากของใบตอง

นิ ชั้นจะบอกเรื่องของกริดนะ.. ใบตองกำลังจะพูดต่อแต่ก็ถูกน้ำหวานสะกิดที่มือเชิงไม่อยากให้เมรุรู้

เออ ทำไมหรอ ถึงเมรุจะไม่ได้เจอกริดมาหลายปีแต่เธอก็ไม่อยากพบ เธอนึกถึงภาพตอนที่กริดลากเธอเพื่อชวนไปเล่นด้วย ทำให้กระโปรงตัวเก่งของเธอขาดไม่เป็นชิ้นดี

ชั้นบอกเองดีกว่านะใบตอง น้ำหวานพูดกับใบตองแล้วหันหน้าไปหาเมรุ สีหน้าของเธอดูซีดลงมาก เธอมองเมรุค้างนานจนเมรุบอกให้รีบๆตอบ สุดท้ายน้ำหวานก็พูดออกไป

กริดตายไปแล้วนะ

ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเมรุได้สลายลง ภาพของเด็กชายที่ชอบชวนเธอเล่นเป็นประจำได้ปรากฏขึ้นในหัว เรื่องเก่าๆเริ่มค่อยออกมาจากความทรงจำ เมรุพูดออกมาด้วยเสียงแผ่วๆ

ชั้นรู้จักเค้าแค่สองปีเอง น่าสงสารจัง

ทุกคนเงียบ ไม่มีใครพูดคุย แต่แล้วใบตองก็ปล่อยโฮออกมา ทั้งสองคนใกล้ชิดกับกริดและคุยด้วยกันเป็นประจำ น้ำหวานบอกว่ากริดโตขึ้นแล้วเปลี่ยนไปมาก จากเด็กที่ไม่เคยพูดและอยู่เงียบๆกลายมาเป็นเด็กผู้ชายที่ร่าเริง สุภาพ และตลก ซึ่งต่างจากที่เมรุคิดไว้มากเพราะเธอคิดว่ากริดคงโตขึ้นเป็นเด็กโรคจิต

ทั้งสามคนจึงเปลี่ยนจากนั่งคุยเฉยๆมาเป็นเดินเล่นแทนเพื่อเปลี่ยนเรื่อง พวกเธอผ่านสนามเด็กเล่นไปจนถึงถนนที่มีหญ้ารกสูงจนถึงสถานที่ที่เหมือนจะเป็นทุ่งนา เมื่อผ่านทุ่งนาไป เมรุก็เจอบ้านเก่าบ้านหนึ่งที่ไม่มีใครอยู่ หญ้ารกสูงที่อยู่หน้าบ้านแทบจะบดบังบ้านหลังนั้น

ที่นี่ใช่มั้ยที่เป็นบ้านเก่าของกริด เธอถาม แล้วมองไปรอบๆ เธอจำได้ว่าสมัยตอนเด็กๆ กริดได้อยู่ที่นี่กับพ่อแม่พี่น้องและยายของเขา

ใช่ แต่ไม่แน่นะ ชั้นเชื่อว่าเขายังไม่ตาย ไม่มีใครฆ่ากริดได้ลงคอหรอก น้ำหวานพูด ทำให้ทุกๆคนมีความหวัง

นั่นสิ. อ้าว! ไหนว่ากริดตายแล้วไม่ใช่หรอ เมรุถาม

เค้าแค่หายสาปสูญไปน่ะ เพราะไม่มีใครพบศพของเค้า แสดงว่าเค้าคงจะมีชีวิตอยู่ที่ไหนซักแห่งล่ะ

เมรุยืนดูพิจารณาบ้าน แล้วถามคำถามที่เพื่อนทั้งสองคน

ตอนนี้กริดหน้าเป็นยังไงหรอ

ก็คล้ายๆตอนเด็กๆล่ะ คางยาวตัวผอมสูง โหนกแก้มใหญ่ เบ้าตาลึก ผมก็ซอยแบบผู้ชายปกติน่ะแหล่ะ ใบตองตอบ ตาของเธอยังมีน้ำตาใส่ๆอยู่นิดหน่อย

อืม... เมรุไม่อยากตอบเพื่อนๆว่าเธอได้เจอกริดในฝัน แสดงว่ากริดได้เสียชีวิตไปแล้วแน่นอน เมรุจึงตัดสินใจไม่บอกเรื่องนั้น

ในที่สุด ทั้งสามคนก็อยู่ด้วยกันจนถึงตอนกลางวันแล้วแยกย้ายไปกินข้าว บนโต๊ะอาหารของย่ามีทั้งข้าวผัดและส้มตำ ทั้งพ่อ แม่ ปู่ ย่า เมฆ และเมรุ ได้คุยถึงความทุกข์สุข แม่ของเมรุได้พูดกับปู่ไม่หยุด เมรุพยายามจะถามปู่แต่ไม่มีบทพูดช่องว่างให้เธอเลยหันไปคุยกับย่าแทน

คุณย่ารู้จักกริดมั้ยคะ เมรุถาม

อ่อ รู้จักสิ เป็นเด็กดีชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่เค้าหายสาปสูญไปยังไม่มีใครพบเลย ย่าของเมรุพูดเสียงเศร้าขึ้นมานิดหน่อย

เค้าหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

ซักอาทิตย์ที่แล้วละมั้ง ไม่สิ ประมาณ 5-6 วันที่แล้วล่ะ

ครั้งล่าสุดเห็นเค้าอยู่ที่ไหนหรอคะ

ที่บ้านเค้าน่ะ ตั้งแต่วันนั้นยายเค้าตื่นมาก็ไม่พบเค้าอยู่บนเตียงแล้ว

แล้วทำไมเรื่องนี้ไม่เป็นข่าวละคะ จะได้ช่วยกันหาได้

พ่อกับแม่เค้าไม่อยากให้เป็นข่าวน่ะ เพราะจะวุ่นวาย

--------------------------------------------------------------------------

เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง

เสียงนาฬิกาคุณปู่ดังที่แขวนอยู่บนผนังดังขึ้น บ่งบอกว่า ณ คณะนี้เป็นเวลาสามทุ่ม เป็นเวลาที่เมฆนอนหลับพักผ่อนในห้องเล็กๆที่คนสี่คนพอนอนได้ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ และคุณย่าได้คุยกันที่ห้องรับแขก ส่วนเมรุนั่งอยู่ในห้องเดี่ยวกับเมฆพลางมองไปที่ข้างนอกหน้าต่าง เธอยังคงนึกถึงเรื่องฝันอยู่ ทั้งบ้านไม้ผุพัง คนที่ชี้นิ้วไปที่พื้น และเสียงแปลกๆที่ออกมาจากโทรศัพท์ แต่มีอะไรบางอย่างที่ชักจูงให้สนใจเรื่องนี้ น่าแปลกใจที่เธอไม่มีความกลัวอยู่เลย แต่เด็กสาวคนนี้รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาแทน

เธอค่อยๆหยิบไดอารี่จากกระเป๋า จากนั้นวางไปที่พื้น จับดินสอขึ้นมา และเริ่มเขียนชีวิตประจำวันวันแรกของการปิดเทอม เธอเขียนเรื่องที่ออกเดินทางมาเชียงใหม่ ได้พบเพื่อนเก่า และเรื่องฝันแปลกๆ เมรุคิดว่าพรุ่งนี้จะลองไปหาครอบครัวของกริดดู

เมื่อแสงตะวันสีทองยามเช้ามาถึง แสงที่ส่องมาจากหน้าต่างได้สาดมาที่หน้าของเมรุเต็มๆ ทำให้เธอตื่นขึ้นเพราะความแสบตา เมื่อเธอกินอาหารเช้าเสร็จจึงเดินไปหาบ้านของกริด เธอยังสามารถจำทางบ้านหลังนั้นได้อยู่เพราะห่างจากบ้านปู่และย่าเธอไปไม่กี่ซอย เมื่อมาถึงหน้าบ้านเธอพบหญิงแก่คนหนึ่งนั้งอยู่ที่ม้าหิน

สวัสดีคะ ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะคะ เมรุเดินเข้าไปหาแล้วกราบ

...เธอเป็นใคร ยายของกริดมองหน้าเมรุด้วยความสงสัย

...หนูไงคะ หนูเมรุ ที่หนูชอบโดนล้อว่าเป็นศพอ่ะคะ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณยายจำได้มั้ยคะ

"...อ้อ...ฉันจำได้แล้ว

แหม หนูนึกว่าคุณยายจะลืมหนูหมดแล้วซะอีก คุณยายสบายดีมั้ยคะ

ก็ดี คุณยายพูดจบ เธอก็ลุกจากม้านั้งและเดินไปเปิดประตูบ้าน หนูจะเข้ามากินอะไรก่อนมั้ย

ไม่เป็นไรค่ะ... เมรุรู้สึกสงสารคุณยายที่เสียหลานที่รักที่สุดไป หญิงแก่ดูโทรมไปมาก เด็กสาวอยากถามเรื่องครอบครัวของกริดแต่กลัวว่าจะกระทบจิตใจของคุณยาย เธอจึงขอตัวกลับบ้านไป แล้วไปหาเพื่อนๆของเธอทั้ง 2 คน เธอถามเรื่องเกี่ยวกับกริด

ที่จริงกริดต้องย้ายไปกรุงเทพฯตามพ่อแม่ แต่กริดขอร้องให้ตัวเขาอยู่ที่นี่เพราะสงสารยายว่าจะอยู่คนเดียว เลยตั้งแต่เขาหายสาปสูญไปคุณยายก็ซึมเพราะต้องอยู่คนเดียว ใบตองตอบ น้ำเสียงของเธอดูสั่นเล็กน้อย แล้วคุณยายเค้าไม่อยากบอกให้พ่อแม่พี่น้องกริดรู้ คนที่รู้ว่าเขาหายสาปสูญไปก็แค่คนในหมู่บ้านของเราแค่นั้น

หลังจากคำสนทนานั้น น้ำหวานกับใบตองก็เล่าถึงอดีตของกริด พวกเธอบอกว่าเขาเป็นคนที่สุภาพมาก ไม่เคยมีเรื่องกับใคร พูดจาไพเราะ จนบางคำที่เพื่อนทั้งสองคนบอกทำให้เมรุแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่คือกริดไม่เคยแตะหนังสือเพลย์บอยเลยแม้แต่ปลายเล็บ ดูเหมือนเมรุจะเข้าใจกริดผิดไปเยอะมาก

พวกเธอเดินไปตามสถานที่ที่เป็นความหลัง ทั้งชิงช้าที่ทำมาจากยางรถยนต์ตอนนี้ได้มาเป็นชิงช้าที่ใช้โซ่ผูก หรือไม้กระดานลื่นเล็กๆปัจจุบันตอนนี้ถูกดัดแปลงให้เป็นรูปงวงช้างไปแล้ว บางครั้งเมรุรู้สึกไม่อยากให้เวลาเดินไปมากกว่านี้ เธออยากกลับเป็นเด็กครั้ง แล้วได้เล่นกับเพื่อนๆอีกโดยเฉพาะกริด ถ้าเธอรู้ว่ากริดโตมามีนิสัยแบบนี้เธอคงคบกับเค้าเป็นเพื่อนไปนานแล้ว

เมื่อถึงตอนกลางวัน พวกของเมรุแวะกินอาหารร้านแถวๆสวนเด็กเล่น เด็กเล็กๆได้เริ่มออกมาเล่นกันที่สวนแห่งนี้กัน บางคนก็งอแงเพราะจะเล่นม้าหมุนก่อนกินข้าว บางคนก็เล่นซ่อนแอบกันอย่างสนุกสนาน ช่วงเวลานี้เธออยากจะกลับไปเป็นเด็กเสียเหลือเกิน แล้วทันใดนั้น น้ำใสๆก็ค่อยๆออกมาจากตาของใบตอง

ฉันคิดถึงกริด... ใบตองเริ่มร้องไห้ แล้วหยิบทิชชู่ทั้งปึกมาซับน้ำตา

น้ำหวานอธิบายให้เมรุว่าใบตองแอบชอบกริดอยู่ ตั้งแต่กริดหายสาปสูญไปใบตองเอาแต่ร้องไห้ทุกคืน เมรุไม่เข้าใจว่าทำไมหน้าตาแบบกริดคนอย่างใบตองจะชอบได้ แต่ทั้งสองคนก็ช่วยกันปลอบใบตองอยู่นานจนข้าวที่พวกเธอสั่งเกือบเย็นชืด

เมื่อกินอาหารกลางวันเสร็จ ทั้งสามจึงเปลี่ยนเรื่องแทนที่จะคุยเรื่องกริดมาเป็นเรื่องอาชีพในอนาคตแทน น้ำหวานบอกเธออยากเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยหรือไม่ก็ดารา เธอชอบเสื้อผ้าและแฟชั่นในโฆษณา แต่เพราะฐานะบ้านเธอจึงได้แค่ซื้อเสื้อมือสอง ส่วนใบตองอยากเป็นนางพยาบาล เธออยากช่วยเหลือชีวิตคน แต่เพราะหัวไม่ดีเธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนเป็นครูแทน แต่สำหรับเมรุแล้วเธอยังไม่รู้ว่าจะเอาอาชีพอะไรดี เรียนก็ไม่เก่งแต่เธอชอบอ่านหนังสือ จึงบอกไปว่าอยากเป็นนักประพันธ์

เมรุขอลาเพื่อนทั้งสองคนเพื่อจะไปดูยายของกริด เมื่อเด็กสาวเดินไปที่หน้าบ้านของคุณยาย หญิงชราคนนั้นก็มานั้งที่ม้าหินหน้าบ้านแบบวันก่อน

สวัสดีค่ะ เมรุทัก

สวัสดี คุณยายของเมรุตอบ

ขอนั้งด้วยคนนะคะ เมรุพูด จากนั้นเธอก็ไปนั่งที่ม้าหินอีกตัวข้างๆคุณยาย

เกิดความเงียบสงัดขึ้น ทั้งสองคนไม่เปิดปากพูด คุณยายได้แต่นั่งเฉยๆ ส่วนเมรุก็พยายามคิดเรื่องที่จะคุย เธอแค่สงสารคุณยายของกริดว่าจะไม่มีเพื่อนคุยจึงมาหา แต่มันยากเสียเหลือเกินที่จะหาเรื่องคุยกับคนชราที่เจอเรื่องกระทบจิตใจ เมรุจึงพยายามหาเรื่องรอบตัวมาเป็นบทสนทนา แต่เหมือนคุณยายของเมรุจะไม่ยอมตอบ หญิงชราคนนี้ทุกข์ใจเกินกว่าที่จะตอบคำถามต่างๆได้

สุดท้ายเมรุก็อำลาหญิงชราไป

เมรุมองขึ้นไปบนฟ้า เมฆที่ลอยตัวเหมือนนกขนปุยบินเล่นอยู่บนผืนกระดาษสีส้ม แสงอาทิตย์สีทองส่องลงมาราวกับลูกแก้วทองคำเปล่งประกายบนท้องฟ้า นั้นคือเวลาเย็นแล้ว เมรุเดินกลับบ้านพร้อมคิดถึงเรื่องหญิงชราคนนั้น เธอไม่เคยรู้สึกสลดใจแบบนี้มาก่อน อย่างน้อยขอให้หญิงชรายิ้มซักครั้งให้เธอเห็นก็คงดี แล้วเมรุก็พบเรื่องที่น่าสลดใจขึ้นอยู่ตรงหน้าของเธอ

แมวเก้าแต้มผูกโบว์สีแดงติดกระดิ่งเดินผ่านเธอไป แมวตัวนั้นจ้องมาที่เธอ อายุดูราวๆหนึ่งปีกว่า ในปากของมันคาบลูกนกที่ส่งเสียงร้องครวญครางโหยหวนเรียกแม่อย่างเวทนา ตัวของลูกนกตัวน้อยๆนั้นเต็มไปด้วยเลือด

เฮ้ย!! หยุดนะไอ้แมวบ้า!! เมรุวิ่งเข้าไปหาแมว แต่มันหนีเข้าไปในซอยเมื่อได้ยินเสียงตะโกนของเด็กสาว

เมรุวิ่งตามแมวไปติดๆ เธอภาวนาว่าลูกนกคงปลอดภัย ส่วนแมวเก้าแต้มมันไม่ลดละความพยายาม มันวิ่งเร็วมาก มันห่างจะตัวเมรุประมาณเมตรกว่าๆ มันวิ่งผ่านทุ่งนา ผ่านบ้านเรือน แต่เมรุก็ไม่ลดละความพยายามเช่นกัน

ในที่สุด แมวเก้าแต้มก็วิ่งเข้าไปในดงหญ้า เมรุพยายามแหวกหญ้าแต่เธอหาไม่เจอ แมวกับลูกนกได้หายไปแล้ว

เมรุรู้สึกเหนื่อยล้ามาก เธอไม่เคยวิ่งไกลขนาดนี้ วิ่งรอบสนามโรงเรียนยังเหนื่อยน้อยกว่าอีก เมรุคิด เธอรู้สึกปวดเมื่อทั้งตัวจนต้องนั่งลงที่พื้นแล้วนั่งหอบ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ท้องฟ้าสีส้มเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน จิ้งหรีดเริ่มส่งเสียงแข่งกัน แต่เมื่อเด็กสาวมองไปรอบๆ เด็กสาวรู้สึกหัวใจตนเองได้ระเบิดขึ้นเมื่อเธอพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าสถานที่ที่เธอคุ้นเคย

เธอยืนอยู่หน้าบ้านที่ทำมาจากไม่ผุพังแบบในฝันไม่มีผิด เมรุลองใช้มือสัมผัสกับตัวบ้าน แผ่นไม้นั้นเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งจับแต่มันแห้งสนิท เธอเริ่มรู้สึกกล้าๆกลัวๆ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะคลานเข้าไปเพราะนึกถึงใบหน้าของคุณยายของกริด บางที คนที่เราฝันอาจจะไม่ใช่ผีก็ได้ กริดอาจส่งกระแสจิตมาที่เรา บางทีเขาอาจถูกขังไว้ในที่นี่ก็เป็นได้ เมรุพยายามคิดเรื่องให้ไปทางที่ดี อย่างน้อยก็ให้คุณยายคนนั้นรู้ว่าหลานชายสุดที่รักของเขายังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่เธอคิดนั้นทำให้ใจรู้สึกกล้าขึ้นมาก

เมรุก้มลงแล้วค่อยๆคลานเข้าไปข้างใน ในช่องมันกว้างกว่าประตูประมาณเท่าตัวแต่บางครั้งมีเศษไม้ทะลุกั้นช่องไว้ แต่โชคดีไม้ที่ทะลุนั้นเปราะบางมาก เธอแค่เอามือข้างเดียวดันมันก็หักแล้ว เธอพยายามคลานเข้าไปอีกแล้วรู้สึกอากาศอึดอัดมากขึ้นเมื่อยิ้งคลานลึกเข้าไป กลิ่นฉี่หนูเริ่มฟุ้งไปทั่ว แต่เธอก็พยายามฝืนเข้าไปจนในที่สุดได้พบกับห้องโล่งๆห้องหนึ่ง มันมืดมาก เธอต้องยืนรอให้ตาของเธอปรับให้มองเห็น

ในห้องนี้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย ไม่มีแม้แต่เศษกระดาษให้เห็นซักชิ้น รอบๆตัวเธอมีแค่ไม้ ฝุ่นและใยแมงมุมที่กระจุกอยู่ตรงมุมห้อง เธอเดินเข้าไปอีกก็พบว่ามีประตูอีกที่แต่ไม่มีบานประตู เธอเห็นห้องที่ผ่านจากประตูนั้นไป มันเป็นห้องโล่งๆที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อีกเช่นกัน

เมรุเดินเข้าไปในห้องอีกห้อง เมื่อขาของเธอเหยียบลงไปที่พื้นห้องถัดไป เสียงเอียดอาดจากพื้นไม้ที่เธอเหยียบได้ดังขึ้น แล้วเดินมาหยุดยืนที่กลางห้อง เธอรู้สึกได้ว่าตรงนี้เป็นที่ๆผู้ชายในฝันชี้ เด็กสาวลองก้มลงไปดูที่จุดนั้น พื้นบ้านที่เธอเห็นมันเหมือนกันหมด ทำมาจากไม้ และไม่มีรอยร้าวนอกจากไม้แผ่นหนึ่งที่ขาขวาของเธอเหยียบอยู่ มีรอยครูดเล็กๆอยู่บนแผ่นไม้ เมื่อเธอขยับเท้าแผ่นไม้นั้นก็เคลื่อน ดูเหมือนมันจะไม่ได้มีตะปูตอกเหมือนแผ่นไม้แผ่นอื่น

เธอลองสัมผัส แผ่นไม้แผ่นนั้นเรียบไม่มีเสี้ยนหรือรอยขรุขระ แล้วเธอก็เปิดแผ่นไม้นั้น...

...เธอพบฟันกรามหนึ่งซี่


edit @ 2006/10/10 21:41:00
edit @ 2006/10/11 06:23:09
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ตอนแรกเรียงผิดสินะถึงว่าทำไมแปลกๆ....
สนุกดีเน่อๆ หลอนนิดๆได้ใจ ชอบ~
#1  by  Nyotaro At 2006-10-10 22:06, 
เราว่า แนวแบบนี้ถ้าเพิ่มเติมอารมณืหลอนๆแบบสตีเฟนคิงจะเร้าอารมณ์มากกว่านี้

แบบ บรรยายจากภาพรวมจนถึงภาพที่คนอ่านรับรู้ว่ามันคืออะไร โดยไม่ต้องพูดถึงคำๆนั้น

ก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องการแต่งเรื่องหรอกนะ แต่ลองแนะนำดูในฐานะคนอ่านน่ะ
#2  by  Lullaby-nocturne At 2006-10-10 22:44, 
ชักอยากอ่านต่อ งุงิ เมรุจะเจออะไรหละทีนี้....คนหรือผี....
#3  by  Greened Flying Monkey At 2006-10-11 02:07, 
ไม่เคยอ่านของสตีเฟนคิงอ่ะจ๊ะ =[]="
#4  by  ฝ้าย (Cotton) (124.121.171.148) At 2006-10-11 06:17, 
วันนี้จะอ่านจบไม๊เนี่ย แง่ะ
#5  by  yakcute At 2006-10-11 09:24, 
ตัวเอง ก็แต่ง น่ารักดีนี่คะ

ผีมาผีมาผีมา ว๊าย~~
#6  by  [Violence_Vile] At 2006-10-11 13:10, 
อือม์ครับ ดีขึ้นกว่าตอนแรก แต่การบรรยายยังไหลเอื่อยๆอยู่นะ

คอมเมนต์สองพูดถูกใจจังเลย ฮ่าๆ (เป็นสมาชิกสุวิทย์ ขาวปลอดหรือเปล่า?)เขียนให้ได้แบบสตีเฟนคิงเลยนะคุณฝ้าย เขาแทบไม่ต้องบรรยายหรือสรรหาบรรยากาศโดยเขียนคำอะไรให้น่ากลัวเลย มันน่ากลัวของมันเองซะงั้น

ยากครับ ฝึกเขียนเยอะๆล่ะ
#7  by  HinAtaNa At 2006-10-11 15:55, 
ยังไงก็ลองเขียนเป็นสไตน์ของตัวเองแล้วก็ค่อยๆอ่านแนวทึมๆของคนอื่นมาดูด้วย จิ
แต่พี่อ่านแล้วนี่พี่ก็ว่าดีแล้วนาอ่านได้เรื่อยๆดี
ต่ออๆๆๆๆ

หนุกๆๆอ่าๆๆ

#9  by  แสนไกร At 2008-02-14 23:17, 

<< Home


Cotton หรือ ฝ้าย
View full profile
Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.